27 ก.ค. 2569

ภาษีสหรัฐฯ ทุบยางแผ่นร่วง 1.25 บาท/กก. "ศรีตรัง" เหมาทั้ง 3 ตลาด

ภาษีสหรัฐฯ ทุบยางแผ่นร่วง 1.25 บาท/กก. "ศรีตรัง" เหมาทั้ง 3 ตลาด
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ตลาดยางพาราในปัจจุบันว่า เริ่มเห็นสัญญาณการเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย จากเดิม 10% ขึ้นเป็น 12.5% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและทำให้บรรยากาศการซื้อขายในตลาดชะลอตัวลง ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะรอดูท่าที (Wait and See) เพื่อติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) และการประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคายางในตลาดโลก

เปิดโพยราคายางสัปดาห์นี้ คาดเคลื่อนไหวในกรอบขาลง 
จากการวิเคราะห์ของกองวิจัยเศรษฐกิจยาง กยท. ได้ประเมินกรอบความเคลื่อนไหวของราคายางในช่วงวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569 ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ยางแผ่นรมควันชั้น 3  คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 85.00 - 89.00 บาทต่อกิโลกรัม

ยางแผ่นคุณภาพดี (3%) คาดอยู่ที่ 84.00 - 87.50 บาทต่อกิโลกรัม

น้ำยางสด คาดอยู่ที่ 73.50 - 77.00 บาทต่อกิโลกรัม

ยางก้อนถ้วย (DRC 100% และ 70%) คาดว่าราคายังคงทรงตัว

นายโกศล ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้แนวโน้มราคายางจะมีแรงกดดันให้ปรับตัวลดลงจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ตลาดยังมี “แรงพยุง” จากความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมหลักที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ราคายังไม่ดิ่งตัวลงรุนแรงในทันที  อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณการฟื้นตัวผ่านตัวเลข PMI จะกลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนความต้องการใช้ยางธรรมชาติให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ส่องผลประมูลล่าสุด “ศรีตรัง” ชนะประมูล 3 ตลาด
สำหรับสถานการณ์หน้าตลาดล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ผลการประมูลยางแผ่นรมควันชั้น 3 ใน 3 ตลาดสำคัญ (สงขลา, นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี) พบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยกลุ่มบริษัท ศรีตรัง เป็นผู้ชนะการประมูลที่ราคา 87.55 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งปรับตัวลดลงจากครั้งก่อน 1.25 บาทต่อกิโลกรัม  ขณะที่กองรับซื้อยางของ กยท. เป็นผู้เสนอราคารองลงมาอยู่ที่ 87.50 บาทต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็กีทางกยท. ประเมินว่าในช่วงต้นสัปดาห์ราคายางอาจจะยังคงอยู่ในภาวะอ่อนตัวเนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ  แต่ภาพรวมจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ หลังจากทราบผลการประชุม FOMC และตัวเลขภาคการผลิตของจีน ซึ่งจะเป็นจุดชี้วัดว่าราคายางพาราจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ หรือจะต้องเข้าสู่ช่วงการปรับฐานใหญ่ในตลาดโลกต่อไป


ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ