8 Apr 2026

ยางตลาดล่วงหน้าดิ่งสวนสงคราม บิ๊กอุตฯ ชี้วิถีรบเปลี่ยน ฉุดดีมานด์โลก

ยางตลาดล่วงหน้าดิ่งสวนสงคราม บิ๊กอุตฯ ชี้วิถีรบเปลี่ยน ฉุดดีมานด์โลก
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ทวีความตึงเครียด ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดปรับตัวผันผวนตามแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม “ยางพารา” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสินค้าสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ กลับเคลื่อนไหวสวนทางกับภาพจำในอดีต เมื่อราคายางในตลาดล่วงหน้า (Futures) อย่าง TOCOM ญี่ปุ่น และตลาดเซี่ยงไฮ้ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามว่าเหตุใดสงครามยุคใหม่จึงไม่สามารถหนุนราคายางได้เช่นในอดีต

นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในอดีตยางพาราถูกจัดเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ปี 1973 จากการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่เชื่อมโยงกับสงครามยมคิปปูร์ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงยางพาราที่เคยปรับขึ้นแรงในบางช่วง จากทั้งแรงหนุนด้านอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมและแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน

อย่างไรก็ตาม รูปแบบสงครามในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนกำลังพลและยานพาหนะจำนวนมาก มาสู่สงครามเทคโนโลยีที่ใช้ระบบอาวุธอัจฉริยะ โดรน และขีปนาวุธเป็นหลัก ทำให้ความต้องการใช้ยางในฐานะ “ยุทธปัจจัย” ลดบทบาทลง

“วิถีการรบเปลี่ยนไปสู่ยุคเทคโนโลยีและ AI ไม่ได้ใช้กำลังภาคพื้นดินแบบเดิม ยางพาราจึงไม่ได้ถูกมองเป็นยุทธปัจจัยสำคัญเหมือนในอดีต” นายวรเทพกล่าว พร้อมระบุว่า มุมมองของนักลงทุนจึงสะท้อนผ่านราคาตลาดล่วงหน้าที่ไม่ได้ตอบสนองต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคายาง โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีพเพิ่มขึ้น และกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การใช้รถยนต์และการตัดสินใจซื้อรถใหม่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติ

นอกจากนี้ ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นยังซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก เมื่อยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มชะลอลง ความต้องการยางล้อจึงลดลงตาม ส่งผลให้ราคายางในตลาดโลกเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ราคายางในประเทศไทยกลับเคลื่อนไหวสวนทางตลาดโลก โดยนายวรเทพระบุว่า ราคายางในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง “ปิดกรีด” และยางผลัดใบ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวด้านอุปทาน โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตจะเริ่มกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

ด้านนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า การปรับตัวของราคายางในช่วงนี้มีปัจจัยหลักมาจากด้านอุปทาน มากกว่าปัจจัยภายนอกอย่างสงครามหรือราคาน้ำมันในตลาดโลก

 ทั้งนี้ แม้ราคายางพาราจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในประเทศ แต่ยังไม่ได้เคลื่อนไหวสอดรับกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติเป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนราคาในระยะสั้น สะท้อนกลไกตลาดที่ยังคงยึดโยงกับอุปสงค์–อุปทานเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านความขัดแย้งในเวทีโลก


ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ